PatJourney

PatJourney

เข้าสู่ระบบ
[siteseo_breadcrumbs]

ควรอยู่รัฐไหน (East Coast) ตอนที่ 2

มาต่อตอนที่สองของ East Coast กันครับ🏖️🇺🇸
🛶 คอนเนตทิคัต (Connecticut)
 

Connecticut

 
Connecticut หรือที่คนอเมริกันชอบเรียกกันสั้นๆ ว่า “CT” นี่คือรัฐที่ให้ฟีลกึ่งๆ เมืองใหญ่ผสมกับชีวิตชานเมืองแบบอบอุ่น เป็นรัฐที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง New York กับ Boston ขับรถประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงเมืองใหญ่ทั้งสองฝั่ง เหมาะสำหรับคนที่อยากใช้ชีวิตแบบสงบๆ แต่ยังเดินทางเข้าเมืองไปทำงานหรือเที่ยวได้สะดวก 🚗✨ตอนแรกแอดไม่ค่อยรู้จัก Connecticut มากเท่าไหร่ คิดว่าเป็นแค่รัฐทางผ่านระหว่างนิวยอร์กกับแมสซาชูเซตส์ แต่พอได้ลองมาเดินเล่นในเมืองอย่าง Stamford หรือ New Haven บอกเลยว่าเสน่ห์ของที่นี่มันมีอยู่จริง บ้านเมืองสะอาด ถนนโล่งกว่า NYC คนไม่เร่งรีบเท่าคนเมืองใหญ่ แต่ก็ไม่ได้เงียบจนเกินไป ที่สำคัญ บ้านสวยมาก! 🏡💖 บ้านในโซนนี้จะเป็นสไตล์ New England ที่ดูอบอุ่นแบบหนังฝรั่ง มีใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ ช่วงฤดูใบไม้ร่วง 🍂 และหน้าหนาวก็มีหิมะตกแบบพอดีๆ ไม่หนักเกินไป บ้านที่นี่จะเก่าหน่อยสมัยสงครามกลางเมืองก็มีให้เห็นเยอะ เป็นเมืองของคนแก่ผู้สูงอายุ ก็จะได้ยินเรื่องเล่ามาบ้างว่าถ้ากลัวผีอย่ามารัฐนี้ เพราะบ้านเก่ามีประวัติมานาน 555+
Connecticut เป็นรัฐที่มีความหลากหลายพอสมควร ถ้าคุณอยู่ทางใต้ของรัฐแถวๆ Stamford หรือ Greenwich มันจะให้ฟีลแบบชานเมืองคนรวยของ NYC มีบ้านหลังโตๆ โรงเรียนดีๆ เหมาะกับครอบครัวที่อยากให้ลูกได้เรียนที่ดี แต่ถ้าขยับขึ้นไปทางตอนกลางของรัฐ จะเจอเมืองอย่าง Hartford ที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจและการเงินของรัฐ และถ้าไปทางเหนืออีกหน่อยก็จะเป็นแนวเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ มีฟาร์มและป่าธรรมชาติเยอะมาก
เรื่องค่าครองชีพ Connecticut ถือว่าแพงพอสมควร โดยเฉพาะแถบที่ติดกับนิวยอร์กอย่าง Greenwich หรือ Stamford ที่ค่าบ้านสูงจนคนทั่วไปอาจจะต้องคิดหนัก 😅 ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ 1 ห้องนอนใน Stamford เริ่มต้นที่ $2,200 ต่อเดือน ส่วน New Haven หรือ Hartford อาจจะถูกกว่านี้นิดหน่อย แต่ก็ยังอยู่ในช่วง $1,600 – $1,800 แต่ข้อดีคือ รายได้ของที่นี่สูงตามไปด้วย 💰 Connecticut เป็นรัฐที่มีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดรัฐหนึ่งของอเมริกา รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ $80,000 – $90,000 ต่อปี ซึ่งถ้าทำงานในสาย Healthcare, Finance หรือ Technology มีโอกาสแตะหกหลักได้ง่ายๆ โดยเฉพาะถ้าคุณทำงานใน NYC แล้วมาอาศัยอยู่ Connecticut จะสามารถประหยัดค่าเช่าบ้านไปได้เยอะ และเนื่องจากมีผู้สูงอายุที่เกษียณอาศัยอยู่เยอะ ก็จะมีงานดูแลผู้สูงอายุอยู่เยอะ และบางครั้งก็ได้ทิปเป็นกอบเป็นกำสำหรับคนทำงานในรัฐนี้ คนที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ทำงานในสายธุรกิจ การเงิน หรืออุตสาหกรรมประกันภัย เพราะ Hartford ได้ชื่อว่าเป็น “Insurance Capital of the World” บริษัทประกันรายใหญ่ของอเมริกาหลายแห่งมีสำนักงานใหญ่ที่นี่ ถ้าคุณอยากทำงานในสายนี้ โอกาสเยอะมาก! 📈
เรื่องอาหารการกินที่นี่ก็ไม่เลวเลย โดยเฉพาะ “พิซซ่าคอนเนตทิคัต” หรือที่เรียกกันว่า “Apizza” 🍕 ซึ่งเป็นสไตล์ที่มาจากอิตาลีแท้ๆ ไม่เหมือนพิซซ่าอเมริกันทั่วไป ถ้ามา New Haven ต้องไปลองที่ร้านดังอย่าง Frank Pepe หรือ Sally’s บอกเลยว่าเด็ด! อีกอย่างที่เป็นของขึ้นชื่อที่นี่คือ “Lobster Rolls” 🦞 ซึ่งเป็นแซนด์วิชกุ้งล็อบสเตอร์ที่ราดเนยละลาย อร่อยแบบละลายในปาก
ความปลอดภัยของ Connecticut ก็ถือว่าใช้ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละเมือง เมืองที่ปลอดภัยและน่าอยู่มักจะเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงอย่าง Greenwich, Westport หรือ Darien ที่เป็นโซนหรูติดทะเล ส่วนเมืองอย่าง Bridgeport หรือ Hartford อาจจะมีอาชญากรรมสูงกว่าค่าเฉลี่ยของรัฐ
เรื่องภาษีที่นี่อาจจะไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนทำงานเท่าไหร่ 😅 ภาษีรายได้ของรัฐอยู่ที่ 3% – 6.99% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับกลาง-สูง ส่วน Sales Tax ของที่นี่อยู่ที่ 6.35% ซึ่งไม่ได้โหดมาก แต่ที่เจ็บสุดคือ ภาษีทรัพย์สิน ถ้าคุณวางแผนจะซื้อบ้านต้องคำนวณดีๆ เพราะ Connecticut เป็นหนึ่งในรัฐที่มีภาษีอสังหาริมทรัพย์สูงที่สุดในอเมริกา
Connecticut เหมาะกับใคร? ถ้าคุณเป็นคนที่อยากอยู่ในที่ที่สงบ มีธรรมชาติสวยๆ แต่ยังเดินทางไปทำงานในเมืองใหญ่ได้สะดวก Connecticut คือคำตอบ โดยเฉพาะถ้าคุณทำงานใน NYC แล้วอยากหลีกหนีความวุ่นวายของเมือง มาซื้อบ้านใน Stamford แล้วนั่งรถไฟเข้าเมืองไปทำงานทุกวันก็ยังไหว 🚆 แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบค่าครองชีพสูงๆ หรือไม่อยากจ่ายภาษีแพงๆ Connecticut อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด
=================================================================
 
🍎 นิวยอร์ก (New York)
 

New York

 
นิวยอร์ก หลายคนน่าจะนึกถึงตึกสูงระฟ้า 🏢🏙️ ไฟนีออนจ้าๆ แบบไทม์สแควร์ หรือรถแท็กซี่สีเหลืองที่วิ่งขวักไขว่ไปทั่วเมือง 🚖 แต่จริงๆ แล้ว New York ไม่ได้มีแค่ New York City นะ! ทั้งรัฐมีอะไรน่าสนใจอีกเยอะมากกก ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติแบบสุดลูกหูลูกตา เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ หรือแม้แต่โซนอุตสาหกรรมที่คนไปทำงานกันเยอะ แต่เอาจริงๆ ถ้าจะมาอยู่นิวยอร์ก การเลือกว่าจะอยู่ตรงไหนนี่สำคัญมาก เพราะแต่ละโซนให้ฟีลชีวิตที่ต่างกันสุดขั้วเลย
ถ้าชอบความคึกคัก NYC คือคำตอบ! 🌟 ถ้าคุณเป็นสายชีวิตเมืองที่มีทุกอย่างให้ทำ 24/7 ที่นี่คือสวรรค์ของคุณ นอกจากจะเป็นศูนย์กลางของธุรกิจและการเงิน New York City ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นงานในสาย Finance, Tech, Healthcare, หรือแม้แต่วงการศิลปะและบันเทิง 🎭🎶แต่ก็ต้องเตือนก่อนว่า ค่าครองชีพโหดมากกกกก 🤯 ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์เล็กๆ แบบสตูดิโอใน Manhattan นี่เริ่มต้นที่ $3,500 ต่อเดือน! บางที่เล็กจนแทบจะไม่มีที่วางโต๊ะกินข้าว ต้องกินบนเตียงกันเลยทีเดียว 😂 แต่ถ้าออกไปอยู่แถบ Brooklyn, Queens หรือ Bronx ราคาจะเบาลงมาหน่อย แถมยังมีชุมชนคนไทยและเอเชียอยู่เยอะด้วย
เรื่องอาหารการกินในเมืองนี่คือจุดแข็งเลย 🍕🥡 คุณสามารถหาของกินจากทุกมุมโลกได้แบบแทบไม่ต้องเดินไกลเลย ร้านอาหารไทยอร่อยๆ มีเพียบ อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารอินเดีย มีให้เลือกจนไม่รู้จะกินอะไรดี ข้อดีอีกอย่างคือ ซูเปอร์มาร์เก็ตเปิดดึกมาก หรือบางที่เปิด 24 ชม. ด้วยนะ แต่สิ่งที่ต้องทำใจเลยก็คือ ความวุ่นวาย 🚦🚇 คนเดินกันเร็วมากๆ ใครเดินช้าไปอาจโดนมองแรงได้ แล้วรถไฟใต้ดินของที่นี่… บอกเลยว่าเป็นทั้งเสน่ห์และความปวดหัวของเมือง 😂 ระบบคมนาคมของที่นี่สะดวกมากนะ แต่ก็เก่ามากเหมือนกัน บางครั้งขึ้นรถไฟตอนดึกๆ อาจได้เจอคนนั่งพูดคนเดียว หรือเจอเหตุการณ์แปลกๆ ที่ทำให้คุณต้องร้องว่า “นี่มันอะไรกันเนี่ย!?”
ถ้าอยากใช้ชีวิตแบบสงบ ชานเมืองนิวยอร์กก็น่าสนใจนะ 🌳 ถ้าคุณรู้สึกว่า NYC มันเร็วไป มันวุ่นวายไป ก็มีตัวเลือกอย่าง Westchester, Long Island หรือแม้แต่ Hudson Valley ที่ค่าครองชีพจะถูกกว่าเมืองใหญ่และมีพื้นที่ให้หายใจมากขึ้น บ้านแถวนี้กว้างขวางกว่า แถมยังมีธรรมชาติให้พักผ่อนอีกด้วย เมืองอย่าง White Plains, Yonkers หรือ New Rochelle นี่เดินทางเข้า Manhattan ได้ภายใน 40-50 นาทีเท่านั้น 🚆 เหมาะกับคนที่ทำงานในเมืองแต่อยากมีบ้านที่ใหญ่ขึ้น ไม่ต้องอัดกันในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ถ้าอยากหนีความวุ่นวายแบบสุดๆ ขึ้นไปแถว Albany, Syracuse หรือ Buffalo ก็ได้ อากาศเย็นสบาย บ้านราคาถูกกว่าฝั่งเมืองเยอะมาก มีทั้งทะเลสาบ น้ำตก และป่าให้เที่ยวแบบจัดเต็ม 🏞️ น้ำตกไนแองการ่าก็อยู่แค่ปลายรัฐเอง!
รายได้กับค่าครองชีพ 💰New York เป็นรัฐที่มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ก็แลกมากับรายได้ที่สูงขึ้นเช่นกัน คนที่ทำงานใน NYC โดยเฉพาะในสาย Finance, Tech และ Healthcare สามารถทำเงินแตะหกหลักได้ไม่ยาก ถ้าคุณทำงานใน Wall Street หรือพวกบริษัทใหญ่ๆ อย่าง Google, Meta หรือ JPMorgan เงินเดือนเริ่มต้นระดับ $100,000+ นี่ถือว่าเรื่องปกติเลย แต่ถ้าทำงานสายอื่นที่เงินเดือนไม่ได้สูงมาก NYC อาจจะดูดเงินคุณไปหมดโดยที่ไม่รู้ตัว 😂 ค่าเช่าแพง ค่ากินแพง ค่าเดินทางก็ไม่ได้ถูก แต่ถ้าออกไปอยู่แถบชานเมืองหรือเมืองอื่นๆ ในรัฐก็อาจจะใช้ชีวิตได้สบายขึ้นหน่อย
ความปลอดภัย 🚔New York City ไม่ได้อันตรายอย่างที่หลายคนคิดนะ ถ้าคุณอยู่ใน Manhattan หรือ Brooklyn โซนดีๆ อย่าง Williamsburg หรือ Park Slope ก็ถือว่าปลอดภัยมาก แต่อย่างที่รู้กัน เมืองใหญ่ก็มีจุดที่ต้องระวัง เช่นบางย่านของ Bronx หรือ Queens ที่มีอัตราอาชญากรรมสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ถ้าออกไปชานเมืองหรือเมืองเล็กๆ อย่าง Albany หรือ Rochester นี่คือชีวิตสงบมาก ไม่ต้องกลัวโจรปล้นกลางถนนแน่นอน
ภาษีกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ 💸 New York เป็นรัฐที่ภาษีค่อนข้างสูง ภาษีรายได้ของรัฐอยู่ที่ 4% – 10.9% ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐที่เก็บภาษีสูงที่สุดของอเมริกา ส่วน Sales Tax ก็อยู่ที่ประมาณ 8.875% ใน NYC ซึ่งถือว่าแพงเอาเรื่อง ค่าขนส่งสาธารณะในเมืองอยู่ที่ประมาณ $2.90 ต่อเที่ยว หรือถ้าใช้ MetroCard แบบรายเดือนก็จ่ายประมาณ $132 ถือว่าคุ้มสำหรับคนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ แต่ถ้าขับรถบอกเลยว่าต้องทำใจ เพราะค่าจอดรถในเมืองแพงมาก และการจราจรก็สุดจะโหดร้าย 🚗💨
สรุปแล้ว นิวยอร์กเหมาะกับใคร? ถ้าคุณเป็นคนที่รักความเร่งรีบ ชอบชีวิตที่มีอะไรให้ทำตลอดเวลา นิวยอร์กซิตี้คือตัวเลือกที่ใช่สุดๆ ไม่มีวันไหนที่คุณจะรู้สึกเบื่อ เพราะเมืองนี้มีอะไรให้ทำตลอดทั้งปี ตั้งแต่ Broadway Show ไปจนถึงคาเฟ่ลับๆ ที่เปิดใหม่แทบทุกสัปดาห์ ☕ แต่ถ้าคุณอยากได้บ้านที่มีสนามหญ้า ชอบความสงบมากกว่า แถบชานเมืองของนิวยอร์กหรือเมืองเล็กๆ ในรัฐก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะค่าครองชีพถูกกว่า แต่ก็ยังเดินทางไปเมืองใหญ่ได้ง่าย
=================================================================
 
🏖️ นิวเจอร์ซีย์ (New Jersey)
 

New Jersey

 
คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงรัฐที่อยู่ติดกับนิวยอร์ก มีสนามบินนานาชาติ มีคาสิโนในแอตแลนติกซิตี้ แล้วก็เป็นบ้านของซีรีส์ดังอย่าง The Sopranos แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่านิวเจอร์ซีย์เป็นรัฐที่มีความหลากหลายมากกว่านั้นเยอะ และเป็นที่ที่หลายคนเลือกตั้งรกรากเพราะมันให้ชีวิตที่สมดุลระหว่างเมืองใหญ่กับความสงบแบบชานเมือง แอดเองเคยคิดว่านิวเจอร์ซีย์เป็นแค่รัฐทางผ่านเวลาขับรถจากนิวยอร์กไปฟิลาเดลเฟีย แต่เอาเข้าจริงเป็นเมืองที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว บ้านเมืองดูสะอาดกว่านิวยอร์กเยอะ ถนนกว้างกว่า ผู้คนอาจจะไม่เร่งรีบเท่าแมนฮัตตัน แต่ก็ยังมีความกระฉับกระเฉงและเต็มไปด้วยโอกาส
นิวเจอร์ซีย์มีบรรยากาศสองแบบในรัฐเดียว ถ้าคุณอยู่ใกล้โซนนิวยอร์กอย่าง Jersey City หรือ Hoboken จะได้ฟีลของคนทำงานในเมืองใหญ่ ใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ เดินไปขึ้นรถไฟ PATH แค่ 20-30 นาทีก็ถึงใจกลาง Manhattan แต่ถ้าขยับออกไปทางตอนใต้ เช่น Princeton หรือ Cherry Hill มันจะให้บรรยากาศแบบชานเมืองสงบๆ ถนนร่มรื่นด้วยต้นไม้ มีบ้านเดี่ยวที่มีสนามหญ้ากว้างๆ เหมาะกับครอบครัว
เรื่องค่าครองชีพต้องยอมรับว่านิวเจอร์ซีย์ไม่ถูกเลย โดยเฉพาะแถวที่ติดกับนิวยอร์กอย่าง Hoboken หรือ Jersey City ที่ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ 1 ห้องนอนอยู่ที่ประมาณ $2,800 – $3,500 ต่อเดือน แต่ถ้าออกไปทางชานเมืองอย่าง Edison หรือ Woodbridge ค่าเช่าจะลดลงมาเหลือประมาณ $1,800 – $2,300 ซึ่งยังถือว่าแพงอยู่ แต่ก็คุ้มสำหรับคนที่ทำงานในนิวยอร์กแต่ไม่อยากจ่ายค่าครองชีพใน Manhattan ที่แพงกว่านี้เยอะ รายได้เฉลี่ยของคนในนิวเจอร์ซีย์ถือว่าสูงติดอันดับต้นๆ ของประเทศ รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ $85,000 – $100,000 ต่อปี ถ้าทำงานในสาย Finance, Healthcare หรือ Technology มีโอกาสแตะหกหลักได้ไม่ยาก หลายคนที่อยู่ในรัฐนี้จริงๆ แล้วทำงานในนิวยอร์ก เพราะเงินเดือนในเมืองใหญ่มักจะสูงกว่า แต่เลือกมาอยู่ฝั่งนิวเจอร์ซีย์เพื่อประหยัดค่าครองชีพ
สิ่งที่เป็นจุดเด่นมากของนิวเจอร์ซีย์คือระบบขนส่ง มันอาจจะไม่ได้สะดวกสุดๆ แบบนิวยอร์ก แต่ก็ดีกว่าหลายรัฐในอเมริกา ถ้าคุณอาศัยอยู่แถบใกล้เมืองอย่าง Newark หรือ Jersey City สามารถนั่งรถไฟ NJ Transit หรือ PATH เข้าแมนฮัตตันได้ภายในครึ่งชั่วโมง แต่ถ้าอยู่โซนชานเมืองก็อาจจะต้องมีรถส่วนตัว เพราะระบบขนส่งสาธารณะในบางเมืองเล็กๆ ยังไม่ครอบคลุมมากนัก
เรื่องอาหารการกินในนิวเจอร์ซีย์นี่ต้องยกนิ้วให้เลย เพราะที่นี่คือหนึ่งในรัฐที่มีร้านอาหารอิตาเลียนและร้านอาหารเอเชียเยอะที่สุดในอเมริกา ถ้าใครชอบพิซซ่า พาสต้าสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ หรืออาหารจีนที่รสชาติเหมือนบินไปกินที่เซี่ยงไฮ้ บอกเลยว่าที่นี่ไม่ทำให้ผิดหวัง และถ้าคุณเป็นสายของหวาน ต้องลอง “Taylor Ham, Egg & Cheese” ที่เป็นอาหารเช้าแบบคลาสสิกของนิวเจอร์ซีย์ มันอร่อยแบบที่หลายคนติดใจจนต้องกลับมาซื้อซ้ำ
แต่ถ้าพูดถึงเรื่องภาษี นิวเจอร์ซีย์อาจจะไม่ใช่รัฐที่ใจดีมากนัก ภาษีรายได้ของรัฐอยู่ที่ประมาณ 1.4% – 10.75% ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงโดยเฉพาะถ้าคุณมีรายได้สูง ส่วน Sales Tax อยู่ที่ 6.625% ซึ่งก็ไม่ได้ต่ำแต่ก็ไม่ได้สูงมาก แต่สิ่งที่คนมักจะบ่นกันมากที่สุดคือภาษีอสังหาริมทรัพย์ เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในรัฐที่มีภาษีบ้านแพงที่สุดในอเมริกา ถ้าคุณวางแผนจะซื้อบ้าน ต้องเตรียมจ่ายภาษีเพิ่มแบบหนักๆ ได้เลย
เรื่องความปลอดภัยของรัฐนี้ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ถ้าอยู่แถว Princeton, Montclair หรือ Ridgewood บอกเลยว่าปลอดภัยมาก เป็นเมืองที่เหมาะกับครอบครัว มีโรงเรียนดีๆ อยู่เพียบ แต่ถ้าเป็นแถว Newark หรือ Camden อาจจะต้องระวังเรื่องอาชญากรรมสักหน่อย เพราะเป็นเมืองที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงกว่าค่าเฉลี่ยของรัฐ
นิวเจอร์ซีย์เหมาะกับคนที่อยากอยู่ใกล้เมืองใหญ่แต่ไม่อยากจ่ายค่าเช่าบ้านแพงเท่า Manhattan หรือ Brooklyn เหมาะกับคนที่ทำงานในนิวยอร์กและต้องการใช้ชีวิตที่สมดุลมากขึ้น มีบ้านกว้างขึ้น มีธรรมชาติให้พักผ่อนบ้าง แต่ถ้าคุณไม่ชอบค่าครองชีพสูงๆ หรือภาษีบ้านที่แพงจนน่าตกใจ อาจจะต้องคิดให้ดีว่าคุ้มกับการมาอยู่ที่นี่หรือเปล่า
=================================================================
 
🚂 เพนซิลเวเนีย (Pennsylvania)
 

Pennsylvania

 
ถ้าพูดถึงเพนซิลเวเนีย หลายคนอาจจะนึกถึงเมืองฟิลาเดลเฟีย เมืองแห่งอิสรภาพที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของอเมริกา หรือเมืองพิตต์สเบิร์กที่เคยรุ่งเรืองจากอุตสาหกรรมเหล็กกล้า แต่จริงๆ แล้วรัฐนี้มีอะไรมากกว่านั้นเยอะมาก เป็นรัฐที่เหมาะกับคนที่อยากอยู่ในพื้นที่ที่ไม่วุ่นวายเกินไป ค่าครองชีพไม่แรง แถมยังมีทั้งธรรมชาติและเมืองใหญ่ให้เลือกใช้ชีวิต ลองนึกภาพเมืองที่มีตึกสูงและบรรยากาศแบบเมืองเก่าผสมกัน เดินไปตามถนนจะได้กลิ่นขนมเพรทเซลหอมๆ ลอยมา หรือถ้าขับรถออกไปจากเมืองหน่อยก็จะได้เจอกับฟาร์มและทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา บางพื้นที่ของรัฐนี้ยังคงมีชุมชน Amish ที่ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ขี่รถม้าแทนรถยนต์ ดูแล้วเหมือนหลุดไปอีกยุคเลย บรรยากาศของที่นี่จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ฤดูใบไม้ร่วงนี่สวยสุดๆ ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีแดง สีทอง ตัดกับอาคารอิฐแดงของเมือง ส่วนหน้าหนาวก็จะมีหิมะปกคลุมทั่วเมือง ถ้าอยู่ทางเหนือของรัฐก็มีลานสกีให้เล่นกัน ส่วนหน้าร้อนก็มีกิจกรรมกลางแจ้งเยอะมาก เดินป่า แคมป์ปิ้ง พายเรือ คือฟีลแบบคนอเมริกันชนบทเลย
ค่าครองชีพของเพนซิลเวเนียถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่แพงเท่ารัฐข้างๆ อย่างนิวยอร์กหรือนิวเจอร์ซีย์ ถ้าจะเช่าอพาร์ตเมนต์ในฟิลาเดลเฟีย ห้องสตูดิโออาจจะเริ่มต้นที่ $1,500 – $1,800 ต่อเดือน แต่ถ้าออกไปอยู่ชานเมืองหรือเมืองรองๆ อย่าง Harrisburg หรือ Lancaster ราคาจะลดลงไปอีกเยอะ รายได้เฉลี่ยของคนที่นี่ก็ถือว่าใช้ได้ ถ้าอยู่ในฟิลาเดลเฟียและทำงานในสาย Finance, Healthcare หรือ IT รายได้เฉลี่ยต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ $65,000 – $85,000 แต่ถ้าเป็นงานในภาคอุตสาหกรรมหรืองานบริการ อาจจะต่ำกว่านั้นหน่อย แต่โดยรวมแล้ว ค่าครองชีพกับรายได้ที่นี่ค่อนข้างสมดุล ไม่ต้องทำงานหนักแบบหลังขดหลังแข็งเพื่อจ่ายค่าเช่าแพงๆ
อาหารของที่นี่ก็มีเอกลักษณ์มาก ฟิลาเดลเฟียเป็นบ้านเกิดของชีสสเต๊ก ถ้ามาอยู่ที่นี่แล้วไม่ลอง Philly Cheesesteak นี่คือพลาดหนักมาก แซนด์วิชขนมปังฝรั่งเศสที่ใส่เนื้อวัวสไลซ์กับชีสเยิ้มๆ เป็นเมนูที่ทุกคนต้องลองสักครั้ง แล้วก็มีเพรทเซลสไตล์เพนซิลเวเนียที่ใหญ่และนุ่มกว่าที่อื่น ใครเป็นสายขนมปังต้องถูกใจแน่นอน
เรื่องความปลอดภัยก็เป็นอีกจุดที่ต้องพิจารณา เมืองใหญ่ๆ อย่างฟิลาเดลเฟียหรือพิตต์สเบิร์กจะมีบางย่านที่อัตราอาชญากรรมสูงกว่าเมืองเล็กๆ แต่โดยรวมแล้วถือว่าไม่ได้อันตรายมาก ถ้าเลือกอยู่ในย่านที่ดีๆ หรือออกไปชานเมือง จะได้บรรยากาศที่สงบกว่ามาก
เรื่องภาษีของรัฐนี้ก็ถือว่าเป็นจุดแข็ง เพนซิลเวเนียมีภาษีรายได้ของรัฐอยู่ที่ 3.07% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับรัฐอื่นๆ ในฝั่ง East Coast และ Sales Tax อยู่ที่ 6% ซึ่งก็ยังอยู่ในระดับที่พอรับได้ แถมของบางอย่างอย่างอาหารสดและเสื้อผ้ายังได้รับการยกเว้นภาษีอีกต่างหาก สำหรับคนที่อยากมีบ้านของตัวเอง เพนซิลเวเนียเป็นรัฐที่น่าลงทุนมาก เพราะราคาบ้านไม่ได้แพงเว่อร์แบบแถบ New York หรือ California ภาษีทรัพย์สินก็ไม่ได้สูงมาก ถ้าคุณมีแผนจะตั้งรกรากระยะยาว ที่นี่เป็นตัวเลือกที่ดีมาก
โดยรวมแล้ว เพนซิลเวเนียเป็นรัฐที่เหมาะกับคนที่อยากมีชีวิตที่สมดุล ไม่ต้องรีบเร่งเหมือนอยู่ในเมืองใหญ่ แต่ก็ยังมีความสะดวกสบาย ถ้าคุณเป็นคนที่อยากได้ค่าครองชีพที่ไม่แพงมาก อาหารดี รายได้โอเค มีธรรมชาติให้พักผ่อน และอยากมีบ้านของตัวเองในราคาที่ไม่โหดเกินไป เพนซิลเวเนียเป็นรัฐที่ควรอยู่ในลิสต์เลย
=================================================================
 
🦀 แมริแลนด์ (Maryland)
 

Maryland

 
ถ้าพูดถึงแมริแลนด์ หลายคนอาจจะนึกถึงแค่ Baltimore เมืองท่าที่เต็มไปด้วยทีมกีฬาและซีฟู้ดสุดอร่อย หรือบางคนอาจจะคิดว่าที่นี่เป็นรัฐที่อยู่ข้างๆ วอชิงตัน ดี.ซี. แล้วก็ไม่มีอะไร แต่จริงๆ แล้ว แมริแลนด์เป็นรัฐที่มีอะไรเยอะกว่านั้นมาก และเป็นที่ที่หลายคนเลือกมาตั้งรกราก เพราะมันเป็นรัฐที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองใหญ่กับชีวิตชานเมืองที่เงียบสงบ บรรยากาศของแมริแลนด์นี่ต้องบอกเลยว่าหลากหลายมาก เพราะรัฐนี้เป็นรัฐที่มีทั้งชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เมืองท่าเก่าแก่ พื้นที่ป่า และย่านเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยออฟฟิศของรัฐบาลกลาง ถ้าคุณอยู่แถว Baltimore จะได้ฟีลเมืองท่าอเมริกันที่มีทั้งตึกสูงและโกดังเก่าที่ถูกแปลงเป็นคาเฟ่เก๋ๆ แต่ถ้าคุณขยับลงมาทางใต้ เช่น Bethesda หรือ Rockville มันจะให้ความรู้สึกเหมือนชานเมืองหรูๆ ของ D.C. มีบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ ถนนสะอาด และสวนสาธารณะสวยๆ แต่ส่วนตัวแอดไม่ค่อยชอบ Baltimore เท่าไหร่เนื่องจากคนดำอยู่ค่อนข้างเยอะ เต็มไปด้วยตึกอุตสาหกรรมทั้งเมือง จนทำให้รู้สึกแห้งแล้งไปนิด ส่วนตัวแอดอยู่ที่ Aberdeen ใกล้กับ Bel Air แถบนี้ค่อนข้างปลอดภัย ของกินของใช้มีครบ ร้านอาหารก็เพียบ แต่อาจหาซื้อของเอเชียได้ยากนิดนึง แอดต้องอาศัยขับรถไปเวอร์จิเนียตอนไปฝึกทหารประจำเดือนเพื่อซื้อของเอเชียเข้าบ้าน
เรื่องค่าครองชีพต้องยอมรับว่าแมริแลนด์ไม่ได้ถูก แต่ก็ไม่ได้แพงเวอร์แบบนิวยอร์กหรือแคลิฟอร์เนีย ถ้าอยู่ใน Baltimore ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ 1 ห้องนอนจะเริ่มที่ประมาณ $1,500 – $1,800 ต่อเดือน แต่ถ้าอยู่ในโซนที่ติดกับวอชิงตัน ดี.ซี. อย่าง Bethesda หรือ Silver Spring ราคาอาจพุ่งขึ้นไปถึง $2,500 หรือมากกว่านั้น แต่ข้อดีของแมริแลนด์คือ รายได้เฉลี่ยที่นี่สูงมาก ถ้าคุณทำงานในสายราชการ เทคโนโลยี หรือวิศวกรรม โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลกลาง รายได้ต่อปีของที่นี่มักจะอยู่ในช่วง $80,000 – $100,000 ขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในรัฐที่คนมีรายได้สูงสุดในอเมริกา
อีกอย่างที่ทำให้แมริแลนด์พิเศษคืออาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล ถ้าคุณเป็นคนรักซีฟู้ด ต้องมาลอง “Maryland Blue Crab” ซึ่งเป็นปูม้าของแท้จากอ่าว Chesapeake ลองสั่งเมนู Crab Cake ที่เนื้อปูแน่นๆ ไม่ผสมแป้งเยอะแบบที่อื่น รับรองว่ากินแล้วจะติดใจ แล้วก็อย่าลืมลองซุป Cream of Crab ที่เป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ ปูตัวผู้ไซส์ใหญ่ 12 ตัวราคา $70 แต่ถ้าเป็นปูตัวเมียไซส์กลาง-ใหญ่ 12 ตัวราคา $45 แอดกินปูกันจนเลี่ยนไปข้างนึงเลย
เรื่องความปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เมืองอย่าง Bethesda หรือ Columbia ถือว่าปลอดภัยมาก เป็นเมืองที่เหมาะกับครอบครัว โรงเรียนดี มีสวนสาธารณะเยอะ แต่ถ้าพูดถึง Baltimore บางย่านก็อาจจะต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นเมืองที่มีอัตราอาชญากรรมสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ
เรื่องภาษีของรัฐนี้ก็ต้องคิดให้ดี แมริแลนด์มีภาษีรายได้ของรัฐอยู่ที่ 2% – 5.75% ซึ่งถือว่าไม่ได้ต่ำมาก แต่ก็ไม่ได้สูงเวอร์ ส่วน Sales Tax อยู่ที่ 6% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับรัฐอื่นๆ แต่ถ้าพักในค่ายทหารมีร้านค้าขายของที่ไม่คิด Sales Tax เลยครับ
สิ่งที่ทำให้แมริแลนด์เป็นที่นิยมอีกอย่างก็คือการเดินทาง ถ้าคุณทำงานใน D.C. แต่ไม่อยากอยู่ในเมืองใหญ่ การอยู่ฝั่งแมริแลนด์เป็นตัวเลือกที่ดีมาก เพราะมีรถไฟ MARC และ Metro ที่เชื่อมต่อเข้าเมืองสะดวกมาก หรือถ้าขับรถเข้าไปก็ใช้เวลาแค่ 30-40 นาที
แมริแลนด์เหมาะกับคนที่ต้องการทำงานใน D.C. หรืออยู่ใกล้เมืองใหญ่ แต่ก็ยังอยากมีชีวิตที่สงบมากขึ้น ค่าครองชีพอาจจะสูงหน่อยในบางพื้นที่ แต่ถ้าคุณมีงานที่มั่นคงในสายราชการ เทคโนโลยี หรือวิศวกรรม มันก็คุ้มค่ากับรายได้ที่ได้รับ
=================================================================
ใครอยู่รัฐไหนมาเม้ามอยเพิ่มเติมกันได้เลยนะครับ แชร์ประสบการณ์กันหน่อยว่าแต่ละที่เป็นยังไงบ้าง 📍 ไว้เจอกันตอนหน้านะครับทุกคน สู้ๆ นะครับ 😊✌️🇺🇸
 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง

What’s your Reaction?
+1
0
+1
0
+1
0
+1
0
+1
0
+1
0
+1
0